เส้นทางสู่ Project Manager:
เติบโตไปอีกขั้นกับ KreaSpecs

ย้ายสายงานครั้งแรก
หลังจากเรียนจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจ สาขาการเงิน จากวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ก็ได้เริ่มงานแรกในตำแหน่ง Coordinator ที่บริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์
พอเห็น KreaSpecs เปิดรับตำแหน่ง Marketing Coordinator ก็รู้สึกสนใจ แต่ก็แอบลังเลอยู่เหมือนกัน เพราะไม่ได้เรียนหรือมีประสบการณ์ด้านการตลาดมาก่อน
ตอนนั้นพอนึกถึง Marketing Agency ก็จะนึกถึงงานคอนเทนต์ การสร้างแบรนด์ งานครีเอทีฟ และแคมเปญโฆษณา ซึ่งค่อนข้างต่างจากสิ่งที่เรียนและเคยทำมา
แต่ด้วยพื้นฐานงานประสานงานที่มีอยู่แล้ว เลยตัดสินใจลองสมัครดู แม้จะไม่แน่ใจว่าเอเจนซี่จะเปิดรับคนที่ไม่ได้จบการตลาดโดยตรงหรือเปล่า สุดท้ายก็ได้รับโอกาสให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของทีม KreaSpecs
พอมองย้อนกลับไป การเปลี่ยนสายงานครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้อะไรมากกว่าที่คิด ทั้งการบริหารโปรเจกต์ งานเว็บไซต์ เทคโนโลยี การทำงานกับลูกค้า การทำงานเป็นทีม จนได้มาเป็น Project Manager ในวันนี้
ชาเลนจ์ของการเป็น Coordinator
งาน Coordinator มีรายละเอียดมากกว่าการรับข้อมูลจากลูกค้าแล้วส่งต่อให้ทีม เพราะต้องเข้าใจด้วยว่าบริษัททำงานกันอย่างไร ใครรับผิดชอบอะไร และงานแต่ละประเภทควรให้ใครเป็นคนดูแล
อีกสิ่งที่ต้องเรียนรู้คือศัพท์เฉพาะและวิธีทำงานของแต่ละทีม เวลาคุยกับ Designer ก็ต้องรู้จักคำอย่าง Hero Section, Banner หรือ Favicon พอทำงานกับ Developer ก็ต้องเข้าใจเรื่อง Responsive Design ปัญหาทางเทคนิค และฟังก์ชันต่าง ๆ ของเว็บไซต์ ส่วนงาน Marketing ก็ได้เรียนรู้เรื่อง Lead, Campaign, Analytics และ Performance มากขึ้นเรื่อย ๆ
พอเข้าใจงานของแต่ละทีม การสื่อสารก็ง่ายขึ้นมาก บางครั้งลูกค้าขอแก้ไขอะไรที่ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่เบื้องหลังอาจมีหลายขั้นตอนและต้องใช้คนจากหลายทีมเข้ามาช่วย จึงต้องเข้าใจให้ชัดว่าลูกค้าต้องการอะไร พิจารณาว่าทำได้แค่ไหน แล้วอธิบายต่อให้ทีมที่เกี่ยวข้องเข้าใจตรงกัน
หลายคนบอกว่าทักษะการสื่อสารสำคัญมากสำหรับ Coordinator และ Project Manager ซึ่งก็เห็นด้วย แต่ส่วนตัวคิดว่า การฟังสำคัญที่สุด
เราต้องฟังให้เข้าใจว่าผู้บริหารคาดหวังอะไร ลูกค้าต้องการอะไร และทีมสามารถทำอะไรได้จริง เมื่อเข้าใจทุกฝ่ายแล้ว ก็จะมองเห็นภาพรวมและตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าควรทำอะไรต่อ จะสื่อสารและประสานงานอย่างไร
จาก Coordinator สู่ Project Manager
หลังจากเข้ามาทำงานที่ KreaSpecs ได้ประมาณ 6 เดือน ก็ได้รับโอกาสให้ขยับจากตำแหน่ง Coordinator มาเป็น Project Manager
ตอนนั้นเริ่มคุ้นเคยกับทีมและลูกค้ามากขึ้น รวมถึงได้เรียนรู้จากการดูแลโปรเจกต์หลายรูปแบบ ทำให้เข้าใจทั้งขั้นตอนการทำงานและการแก้ปัญหาต่าง ๆ มากกว่าเดิม
การเปลี่ยนตำแหน่งครั้งนี้มาพร้อมความรับผิดชอบที่มากขึ้น จากเดิมที่บางเรื่องยังไม่มีอำนาจตัดสินใจ หรือบางครั้งก็ไม่มั่นใจพอที่จะตัดสินใจเอง พอได้เป็น Project Manager บริษัทก็เริ่มให้ความไว้วางใจในการประเมินสถานการณ์ จัดลำดับความสำคัญ และตัดสินใจเพื่อให้งานเดินหน้าต่อได้
ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนได้รับทั้งความเชื่อใจและอิสระในการทำงานมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของตัวเองด้วย
การได้รับโอกาสครั้งนี้ทำให้รู้สึกมั่นใจขึ้น เพราะเป็นสัญญาณว่าบริษัทมองเห็นความสามารถและเชื่อว่าพร้อมรับผิดชอบงานที่ใหญ่ขึ้น แน่นอนว่าในการทำงานจริง เราไม่สามารถรอให้มีคนช่วยตัดสินใจทุกเรื่องได้ บางสถานการณ์ต้องดูข้อมูลที่มี ประเมินความเสี่ยง และเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้โปรเจกต์เดินหน้าต่อ
การเรียนรู้ที่จะตัดสินใจและรับผิดชอบผลของมัน จึงเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดของการเป็น Project Manager
ทีมที่ไม่หยุดเรียนรู้และพัฒนา
สิ่งหนึ่งที่ชอบเกี่ยวกับ KreaSpecs คือวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดรับการเปลี่ยนแปลงและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ
ผู้บริหารมักมองหาวิธีพัฒนาการทำงานของทีม ไม่ว่าจะเป็นการนำ AI, Automation หรือเครื่องมือดิจิทัลใหม่ ๆ เข้ามาช่วย และให้ความสำคัญกับการเลือกใช้เทคโนโลยีที่นำไปใช้กับโปรเจกต์จริงได้
การทำงานในสภาพแวดล้อมแบบนี้ทำให้ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ อยู่ตลอด ทั้งเรื่อง SEO และการปรับเว็บไซต์ให้มีโอกาสถูกค้นพบบน Google มากขึ้น การใช้ Automation ลดงานซ้ำซ้อน รวมถึงการเลือกใช้ AI ให้เหมาะกับงานและมีการตรวจสอบในขั้นตอนสำคัญ
อีกเรื่องที่ได้เรียนรู้คือการมองหาทางเลือกให้ลูกค้า เพราะแต่ละธุรกิจมีวิธีทำงานและความต้องการต่างกัน เครื่องมือที่เหมาะกับบริษัทหนึ่ง อาจไม่ใช่คำตอบสำหรับอีกบริษัท
ที่ KreaSpecs มีสิ่งใหม่ให้ลองอยู่เสมอ ทั้งเครื่องมือ ระบบ บริการ หรือวิธีทำงานที่ช่วยให้ทีมทำงานได้ดีขึ้น
แนวคิดนี้ส่งผลกับวิธีทำงานของตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เริ่มมองว่า แม้สิ่งที่ทำอยู่จะดีแล้ว ก็ยังอาจมีวิธีที่ง่ายกว่า เร็วกว่า หรือเหมาะกับงานมากกว่าให้ลองพัฒนาได้อีก
เพราะคนสำคัญไม่แพ้งาน
ความรู้ด้านเทคนิคเป็นสิ่งสำคัญ และเมื่อทำงานไปสักพัก หลายอย่างก็เริ่มกลายเป็นความคุ้นเคย แต่สิ่งที่รู้สึกว่ามีผลต่อการเติบโตของคนคนหนึ่งมากไม่แพ้กัน คือผู้คนและสภาพแวดล้อมที่ได้ทำงานด้วย
นี่เป็นสิ่งที่สัมผัสได้จาก KreaSpecs บริษัทให้อิสระในการทำงานและเปิดโอกาสให้แต่ละคนรับผิดชอบงานของตัวเอง ขณะเดียวกันก็มีทีมที่พร้อมช่วยเหลือและรับฟังความคิดเห็นอยู่เสมอ
มีเหตุการณ์หนึ่งที่จำได้ดีตั้งแต่เดือนแรกที่เข้ามาทำงาน ตอนนั้นกำลังเตรียมสอบ TOEFL จึงได้พูดคุยกับบริษัทเกี่ยวกับเรื่องนี้
สิ่งที่ไม่คาดคิดคือบริษัทเสนอให้ลดเวลาทำงานเหลือ 80% ของเวลาปกติ เพื่อให้มีเวลาอ่านหนังสือเตรียมสอบมากขึ้น ตอนนั้นรู้สึกประทับใจมาก เพราะเพิ่งเริ่มงานได้ไม่นาน และไม่คิดว่าบริษัทจะยืดหยุ่นให้ขนาดนี้
เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่า KreaSpecs ให้ความสำคัญกับพนักงานในฐานะคนคนหนึ่ง ที่มีเป้าหมายและเรื่องส่วนตัวที่ต้องดูแลควบคู่ไปกับการทำงาน
สภาพแวดล้อมแบบนี้มีความหมายมาก เพราะเมื่อรู้สึกว่าได้รับความไว้วางใจและมีคนพร้อมสนับสนุน เราก็กล้ารับผิดชอบงานมากขึ้น กล้าเสนอไอเดีย และมั่นใจที่จะลองทำสิ่งใหม่ ๆ
ความรู้สึกเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ได้เติบโตไปพร้อมกับ KreaSpecs
อยากเติบโตไปพร้อมกับ KreaSpecs
การทำงานที่ KreaSpecs ทำให้ได้เรียนรู้งานหลายด้าน ทั้งดีไซน์ เทคโนโลยี การตลาด และการบริหารทีม ทุกโปรเจกต์มีเรื่องใหม่ให้เรียนรู้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานกับลูกค้า การแก้ปัญหาทางเทคนิค หรือการตัดสินใจเพื่อให้ทีมทำงานต่อได้อย่างราบรื่น
สิ่งที่ทำให้รู้สึกทั้งดีใจและภูมิใจคือการได้รับโอกาสให้ก้าวขึ้นมาเป็น Manager ทั้งที่มีประสบการณ์ทำงานในบริษัทจริงมาเพียงประมาณ 2 ปี ตั้งแต่เรียนจบมา
สำหรับเรา โอกาสครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า KreaSpecs ไม่ได้มองแค่ว่าใครทำงานมากี่ปี เรียนจบอะไรมา แต่ยังให้ความสำคัญกับความสามารถ ผลงาน และศักยภาพของแต่ละคนด้วย
สิ่งที่มีค่ามากกว่าตำแหน่งคือความไว้วางใจที่ได้รับ รู้สึกขอบคุณที่บริษัทมองเห็นความสามารถและเปิดโอกาสให้ได้พิสูจน์ตัวเองในบทบาทที่ใหญ่ขึ้น
ความเชื่อใจนี้ทำให้อยากพัฒนาตัวเองต่อไป ทั้งเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รับผิดชอบงานให้ดีที่สุด และแสดงให้เห็นว่าบริษัทตัดสินใจไม่ผิดที่มอบโอกาสนี้ให้
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ได้เรียนรู้คือ การเติบโตในสายงานไม่ได้หมายความว่าเราต้องรู้ทุกอย่างตั้งแต่แรก
สิ่งสำคัญคือการเปิดใจเรียนรู้ รู้จักรับฟัง กล้ารับผิดชอบ และพร้อมก้าวออกจากสิ่งที่คุ้นเคยเมื่อมีโอกาสเข้ามา