จากวันแรกที่ฝึกงาน
สู่ 7 ปีในสาย Video Production
ที่ KreaSpecs

จากนักศึกษาฝึกงาน สู่การเป็น Motion & Video Editor ที่ KreaSpecs ย้อนดูเส้นทางตลอด 7 ปีที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้ โปรเจกต์ครีเอทีฟ และการค้นพบเส้นทางการทำงานที่เหมาะกับตัวเอง
ค้นพบเส้นทางที่ใช่ในงาน Video Production
ตอนนี้ทำงานเป็น Motion & Video Editor ที่ KreaSpecs มาประมาณ 7 ปีแล้ว แต่จริง ๆ จุดเริ่มต้นมาจากการเป็นนักศึกษาฝึกงาน และตอนนั้นก็ไม่ได้คิดเลยว่าจะได้อยู่ที่นี่นานขนาดนี้
ตอนเรียนมหาวิทยาลัย เลือกเรียนปริญญาตรีด้านเทคโนโลยี ซึ่งมีเนื้อหาค่อนข้างหลากหลาย ทั้ง Multimedia เทคโนโลยี และศิลปะ ทำให้มีหลายสายงานที่สามารถเลือกทำได้ แต่ช่วงนั้นก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะกับงานด้านไหนมากที่สุด
ส่วนตัวชอบวาดภาพและระบายสีมาตลอด เลยรู้ว่าอยากทำงานอะไรที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ แต่การชอบทำอะไรเป็นงานอดิเรกกับการเลือกทำเป็นอาชีพจริง ๆ ก็เป็นคนละเรื่องกัน
ตอนเรียนปี 3 ได้ไปฝึกงานเป็น UI Graphic Designer ที่บริษัทแห่งหนึ่ง ถึงจะได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ กลับมา แต่ก็รู้สึกว่างาน UI Design ยังไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับตัวเองเท่าไหร่
พอต้องเลือกที่ฝึกงานในปี 4 เลยตัดสินใจลองเปลี่ยนมาสาย Video Production ดูบ้าง
ก่อนหน้านั้นเคยเห็นผลงานวิดีโอของ KreaSpecs แล้วรู้สึกชอบงานที่ทีมทำ เลยอยากรู้ว่าเบื้องหลังวิดีโอเหล่านั้นมีขั้นตอนอย่างไร และอยากลองเรียนรู้เรื่อง Motion Graphics กับกระบวนการผลิตวิดีโอมากขึ้น
จึงตัดสินใจสมัครเข้ามาฝึกงาน และได้เริ่มเรียนรู้จากการทำโปรเจกต์จริงให้ลูกค้า
พอฝึกงานจบ ก็รู้แล้วว่างาน Video Production เป็นสิ่งที่อยากทำต่อ หลังจากนั้นได้รับโอกาสให้เข้ามาทำงานประจำ และเผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไป 7 ปีแล้ว
ได้เรียนรู้ทุกขั้นตอนของการผลิตวิดีโอ
ช่วงแรกที่เข้ามา KreaSpecs ได้มีโอกาสลองทำแทบทุกขั้นตอนของงาน Video Production
ตั้งแต่การวางแผนถ่ายทำ ทำ Storyboard เตรียมอุปกรณ์ ไปจนถึงการใช้กล้อง ถ่ายโดรน ตัดต่อวิดีโอ และทำ Color Grading หลังถ่ายทำเสร็จ
ช่วงแรกมีอะไรให้เรียนรู้เยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องการเตรียมตัวก่อนออกกองถ่าย
เพราะกว่าจะเริ่มถ่ายวิดีโอได้จริง ต้องมีการวางแผนหลายอย่าง ทั้งการกำหนดว่าต้องการภาพอะไร ต้องใช้อุปกรณ์แบบไหน และมีเวลามากแค่ไหนในการถ่ายทำ
การได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทำให้เข้าใจงานตัดต่อมากขึ้นด้วย เพราะได้เห็นว่าการตัดสินใจระหว่างถ่ายทำส่งผลกับสิ่งที่เราสามารถนำมาทำต่อในขั้นตอน Post-Production อย่างไร
หลังจาก KreaSpecs เติบโตขึ้นและมีทีม Videographer เข้ามาดูแลงานถ่ายทำโดยเฉพาะ บทบาทของตัวเองก็ค่อย ๆ เปลี่ยนมาโฟกัสที่งานตัดต่อวิดีโอและ Motion Graphics มากขึ้น
ปัจจุบันงานหลักจะเป็น Video Editing, Color Grading และการทำ Motion Graphics สำหรับเว็บไซต์ แต่ก็ยังได้ช่วยงานถ่ายทำเป็นบางครั้ง โดยเฉพาะการเตรียมอุปกรณ์และการถ่ายโดรน
ส่วนตัวชอบงานตัดต่อ เพราะสามารถนำฟุตเทจที่มีมาสร้างอะไรใหม่ ๆ ได้อีกเยอะ บางครั้งแค่ปรับจังหวะการตัดภาพนิดเดียวก็ทำให้วิดีโอดูต่างออกไป หรือบางทีก็ใช้เวลาค่อนข้างนานกับรายละเอียดเล็ก ๆ เพื่อให้งานออกมาตรงกับที่คิดไว้
Motion Graphics ก็เป็นอีกส่วนที่ชอบมาก เพราะได้ทดลองเทคนิคและวิธีทำงานใหม่ ๆ อยู่เสมอ
น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา งาน Video Editing และ Motion Graphics กลายเป็นสองด้านที่ถนัดมากที่สุด
เบื้องหลังการถ่ายทำนอกสถานที่
หนึ่งในโปรเจกต์ที่ยังจำได้ดีคือการไปถ่ายวิดีโอให้รีสอร์ตดูแลผู้สูงอายุระดับพรีเมียมในเชียงใหม่
ทีมต้องเดินทางไปพร้อมอุปกรณ์ถ่ายทำ เพื่อเก็บภาพสถานที่และบรรยากาศภายในรีสอร์ตสำหรับนำไปใช้ในสื่อประชาสัมพันธ์
เป็นโปรเจกต์ที่สนุกมาก แต่การถ่ายทำจริงก็ค่อนข้างท้าทายเหมือนกัน
เรามีเวลาถ่ายทำจำกัด สภาพอากาศก็ไม่ได้เป็นใจตลอด และยังต้องประสานงานกับคนหลายฝ่ายในระหว่างวัน
เวลาถ่ายทำนอกสถานที่ โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไปต่างจังหวัด เราไม่สามารถกลับไปถ่ายใหม่ได้ง่าย ๆ หากลืมเก็บภาพบางอย่าง
จึงต้องวางแผนให้ดีว่าในเวลาที่มีควรถ่ายอะไรบ้าง และภาพไหนที่จำเป็นที่สุดสำหรับการนำกลับมาตัดต่อ
บางช่วงต้องปรับแผนตามสภาพอากาศหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหน้างาน รวมถึงต้องตัดสินใจเลือกว่าควรให้ความสำคัญกับช็อตไหนก่อน
เพราะการเดินทางไปถ่ายทำพร้อมทั้งทีมและอุปกรณ์มีต้นทุนค่อนข้างมาก ทุกคนจึงต้องช่วยกันเพื่อให้ได้ฟุตเทจที่ครบและสามารถนำไปใช้งานได้จริง
สิ่งที่ทำให้โปรเจกต์นี้น่าจดจำจึงไม่ได้มีแค่การถ่ายภาพสวย ๆ หรือการใช้อุปกรณ์ แต่เป็นการที่ทุกคนต้องช่วยกันคิด แก้ปัญหา และตัดสินใจตลอดทั้งวัน
ถึงจะเหนื่อยอยู่เหมือนกัน แต่ก็สนุกกับการทำงานครั้งนั้นมาก และจนถึงวันนี้ก็ยังเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่รู้สึกภูมิใจที่สุด
เมื่อทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามแผน
มีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่จำได้ชัดมาก แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างลุ้นเลยทีเดียว
ตอนนั้นกำลังถ่ายงานให้ AMATA และรับหน้าที่บังคับโดรนอยู่ จู่ ๆ สัญญาณภาพจากโดรนก็ขาดหายไป
ประมาณ 5 นาทีที่ไม่สามารถมองเห็นภาพจากกล้องได้เลย
บอกได้เลยว่าเป็น 5 นาทีที่ไม่สบายใจเอามาก ๆ
เพราะเมื่อรับหน้าที่บินโดรนให้ลูกค้า สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นที่สุดอย่างหนึ่งก็คือการสูญเสียสัญญาณภาพ ขณะเดียวกันก็ต้องตั้งสติและจัดการสถานการณ์ โดยที่ไม่รู้ว่ากล้องกำลังมองเห็นอะไรอยู่
โชคดีที่สุดท้ายโดรนกลับมาได้อย่างปลอดภัย
เหตุการณ์แบบนี้สอนให้รู้ว่าการตั้งสติสำคัญมาก โดยเฉพาะเวลาที่มีปัญหาเกิดขึ้นระหว่างทำงาน เพราะการตื่นตระหนกไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น สิ่งที่ทำได้คือค่อย ๆ ประเมินปัญหาแล้วหาวิธีจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
และปัญหาระหว่างออกกองก็ไม่ได้มีแต่เรื่องใหญ่แบบนี้เสมอไป
บางครั้งอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ หายไป หรือพอถึงเวลาต้องใช้งานกลับหาอุปกรณ์ไม่เจอ ทุกคนก็ต้องช่วยกันตามหาว่าไปอยู่ตรงไหน
สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ได้พัฒนาทักษะการสื่อสารไปด้วยโดยไม่รู้ตัว
ปกติเป็นคนค่อนข้างเงียบ โดยเฉพาะเวลาอยู่กับคนที่ไม่ค่อยสนิท ไม่ใช่คนที่จะเดินเข้าไปชวนใครคุยก่อนง่าย ๆ
แต่เวลาทำงานกองถ่าย หากต้องการความช่วยเหลือ จะมัวรอให้คนอื่นมาจัดการให้ตลอดก็คงไม่ได้
บางครั้งต้องเดินเข้าไปพูดคุยกับลูกค้าหรือคนที่ทำงานอยู่ในสถานที่ เพื่อขอความช่วยเหลือหรือประสานงานบางอย่าง
พอได้ลองทำบ่อยขึ้นก็พบว่าส่วนใหญ่ทุกคนยินดีช่วยอยู่แล้ว ขอแค่เราอธิบายให้ชัดว่าต้องการอะไร
อาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยกล้าเข้าหาคนแปลกหน้า ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่พัฒนาขึ้นมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา
7 ปีในทีมครีเอทีฟเล็ก ๆ
สิ่งหนึ่งที่ชอบเกี่ยวกับการทำงานที่ KreaSpecs คือทุกคนสามารถพูดคุยกันได้ค่อนข้างตรงไปตรงมา
เวลา Brainstorm ทุกคนมีโอกาสเสนอไอเดีย ไม่จำเป็นต้องเป็นไอเดียที่คิดมาสมบูรณ์แล้ว และไม่มีใครคาดหวังว่าทุกความคิดจะต้องดีเสมอไป
บางไอเดียอาจใช้ไม่ได้เลย แต่บางครั้งพอมีคนอื่นเข้ามาเสนออะไรเพิ่มอีกนิด กลับกลายเป็นแนวทางที่น่าสนใจขึ้นมาได้
เราสามารถเห็นต่างกันได้โดยไม่ต้องมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หากมีส่วนไหนของงานที่ยังไม่ดี ก็พูดคุยกันว่าควรแก้ตรงไหนและทำอย่างไรให้ดีขึ้น
ส่วนตัวชอบการทำงานแบบนี้ เพราะทุกคนได้มีส่วนร่วมและไม่ต้องแข่งขันกันว่าไอเดียของใครดีกว่า
การทำงานในทีมขนาดเล็กยังทำให้ได้ลองทำสิ่งที่อยู่นอกเหนือจากหน้าที่หลักด้วย ซึ่งช่วยให้เข้าใจว่าคนในทีมแต่ละฝ่ายทำงานอย่างไร และแต่ละส่วนเชื่อมต่อกันอย่างไรจนกลายเป็นผลงานหนึ่งชิ้น
อีกเรื่องที่ชอบคือบริษัทมีอุปกรณ์สำหรับงานโปรดักชันที่ดีและพร้อมใช้งาน ทำให้การเตรียมถ่ายทำหรือทดลองเทคนิคใหม่ ๆ สะดวกขึ้นมาก
แล้วก็มีอีกเรื่องที่ขาดไม่ได้เลย คือกาแฟ
ที่ออฟฟิศมีทั้งเครื่องบดกาแฟและชุดชง Espresso ที่ดีมาก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรตอนเช้าไปแล้ว
ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายไปทำงาน ก็มักจะมารวมตัวกันชงกาแฟและพูดคุยกัน บางวันคุยเรื่องงาน บางวันก็คุยเรื่องอื่นไปเรื่อย
เป็นช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เริ่มวันได้ดี และหลังจากอยู่ที่นี่มา 7 ปี ถ้าวันหนึ่งไม่มีช่วงเวลาชงกาแฟตอนเช้าแบบนี้ ก็คงรู้สึกขาดอะไรไปเหมือนกัน
ทำงานในสายที่เทคโนโลยีเปลี่ยนตลอดเวลา
การทำงานด้าน Video Production ทำให้มีซอฟต์แวร์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้เรียนรู้อยู่เสมอ
เครื่องมือที่มีในปัจจุบันต่างจากช่วงที่เริ่มทำงานค่อนข้างมาก และทุกวันนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะเปลี่ยนเร็วขึ้นกว่าเดิมอีก
จึงต้องคอยติดตามว่าในวงการมีอะไรใหม่ ๆ และเปิดใจลองใช้เครื่องมือที่น่าสนใจ
แต่ถ้าพูดกันตามตรง การตามเทคโนโลยีให้ทันก็มีค่าใช้จ่ายเหมือนกัน บางครั้งต้องซื้อเครื่องมือ โมเดล หรือ Asset ใหม่มาลองใช้ก่อน ถึงจะรู้ว่ามันคุ้มค่าจริงหรือเปล่า
ที่ผ่านมาได้ทดลอง Workflow และเครื่องมือหลายรูปแบบ ซึ่งก็ไม่ได้มีประโยชน์อย่างที่คิดไว้ทุกตัว
AI เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด
ปัจจุบันใช้ AI ค่อนข้างบ่อย โดยเฉพาะเวลามีคำถามด้านเทคนิคหรือเจอปัญหากับซอฟต์แวร์ เพราะช่วยค้นหาวิธีใช้งานหรือแนวทางแก้ปัญหาได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องเสียเวลานั่งดู Tutorial หลาย ๆ คลิป
แต่ก็ไม่ได้คิดว่า AI จะทำงานได้ดีกว่าวิธีเดิมเสมอไป
บางงานยังได้ผลลัพธ์ดีกว่าเมื่อทำด้วยตัวเอง โดยเฉพาะงานที่คุ้นเคยกับโปรแกรมอยู่แล้ว
เคยลองใช้ AI บางตัวที่ตอนแรกดูน่าสนใจมาก แต่พอใช้งานจริงกลับต้องปรับแก้หลายรอบ จนรู้สึกว่าถ้าทำเองตั้งแต่ต้นอาจเสร็จเร็วกว่าด้วยซ้ำ
เลยพยายามเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะกับงานมากกว่า
หากเครื่องมือใหม่ช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น หรือทำสิ่งที่เมื่อก่อนทำได้ยาก ก็ยินดีที่จะนำมาใช้
แต่ถ้า Workflow เดิมยังให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเปลี่ยนเพียงเพราะมีเทคโนโลยีใหม่ออกมา
สิ่งใหม่ ๆ ที่อยากลองในโลกของ Video & Motion
หนึ่งในเรื่องที่อยากศึกษาเพิ่มเติมคือ Real-Time Simulation และ Interactive Content
ทุกวันนี้เทคโนโลยีสำหรับสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลพัฒนาไปมาก จนบางครั้งภาพ Simulation ก็ดูสมจริงแทบไม่ต่างจากภาพที่ถ่ายด้วยกล้อง
สิ่งนี้น่าสนใจมาก เพราะเปิดโอกาสใหม่ ๆ ให้กับงาน Video Production
สำหรับบางโปรเจกต์ เราอาจสามารถสร้างฉากหรือสภาพแวดล้อมที่สมจริงผ่านโปรแกรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างฉากจริงขึ้นมาทั้งหมด
หรืออาจทดลองแนวทางการถ่ายทำและไอเดียภาพต่าง ๆ ในรูปแบบดิจิทัลก่อนเริ่มโปรดักชันจริง
วิธีนี้มีโอกาสช่วยประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละโปรเจกต์
อีกเรื่องที่สนใจคือ Interactive Content และการนำเทคโนโลยีมาทำให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับวิดีโอมากขึ้น โดยเฉพาะการนำไปใช้กับงานโฆษณาหรือคอนเทนต์สำหรับแบรนด์
ตอนนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องศึกษา แต่ก็เริ่มเห็นแล้วว่าเทคโนโลยีเหล่านี้อาจเข้ามามีบทบาทกับโปรเจกต์ในอนาคตได้
สิ่งที่อยากทำคือเรียนรู้ให้เข้าใจจริง ๆ ว่าควรใช้เมื่อไหร่ เหมาะกับงานแบบไหน และจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร มากกว่าการทดลองใช้เพียงเพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่
7 ปีที่ได้เรียนรู้จากงานครีเอทีฟ
ถ้าถามว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอยากไปถึงตำแหน่งไหน จริง ๆ ก็ยังไม่ได้มีชื่อตำแหน่งที่ตั้งเป้าไว้ชัดเจน
สิ่งที่อยากทำมากกว่าคือพัฒนาทักษะที่มีอยู่ให้ดีขึ้น และหาเวลาเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ในสาย Video Production ที่สนใจ
รู้สึกตื่นเต้นกับความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีใหม่ ๆ แต่ในขณะเดียวกันก็คิดว่าเราไม่ควรลืมพื้นฐานสำคัญของงาน
ทุกวันนี้แทบทุกคนสามารถใช้ AI สร้างภาพหรือวิดีโอได้แล้ว บางผลงานก็ดูสมจริงจนน่าทึ่ง แต่ภาพที่สมจริงก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นผลงานที่ดีหรือสื่อสารอะไรได้เสมอไป
ยังเชื่อว่าคนทำงานครีเอทีฟควรเข้าใจพื้นฐานของงานตัวเอง และค่อย ๆ พัฒนามุมมองว่าอะไรดูดี อะไรเหมาะสม และอะไรสามารถสื่อสารสิ่งที่ต้องการได้จริง
มีคำพูดหนึ่งที่ชอบมาก เป็นการเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์กับการทำอาหารว่า สูตรอาหารอาจเปลี่ยนไปได้ แต่ส่วนผสมลับที่ทำให้อาหารจานนั้นพิเศษยังคงอยู่
พอมองย้อนกลับไปถึงความเปลี่ยนแปลงของวงการ ก็รู้สึกว่าคำพูดนี้ยังใช้ได้ดี
อีก 5 ปีข้างหน้า โปรแกรมที่ใช้ทำงานอาจเปลี่ยนไปทั้งหมดก็ได้ ซึ่งไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร กลับอยากเห็นด้วยซ้ำว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทำอะไรได้อีกบ้าง
แต่ไม่ว่าเครื่องมือจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ก็ยังอยากให้ผลงานมีอะไรบางอย่างที่เป็นสไตล์ของตัวเองอยู่เสมอ
ถ้าย้อนกลับไปตอนฝึกงานปี 4 สิ่งที่คิดในตอนนั้นก็แค่อยากทำวิดีโอให้เก่งขึ้น ไม่ได้คาดคิดว่าจะได้เรียนรู้เรื่องการทำงานกับคนอื่น หรือการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดระหว่างถ่ายทำมากขนาดนี้
ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ได้พัฒนาทั้งความมั่นใจในการทำงานและการจัดการปัญหาต่าง ๆ หลายสถานการณ์ที่เมื่อก่อนอาจทำให้รู้สึกกังวล วันนี้ก็สามารถรับมือได้ดีขึ้นมาก
และสิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมตั้งแต่วันแรกคือความสนุกในการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผ่านไป 7 ปีแล้ว งาน Video Production ก็ยังเป็นสิ่งที่ชอบและอยากพัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ